วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 10
วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558
เวลา 13.10 - 16.40 น.

เนื้อหา

การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ

     ทักษะการช่วยเหลือตนเอง

เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
การกินอยู่
การเข้าห้องน้ำ
การแต่งตัว
กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน

การสร้างความอิสระ
  • เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
  • อยากทำงานตามความสามารถ
  • เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่าหรือผู้ใหญ่
ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
  • การได้ทำด้วยตนเอง
  • เชื่อมั่นในตนเอง
  • เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
หัดให้เด็กทำเอง
  • ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
  • ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
  • ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
  • "หนูทำได้"  "หนูยังทำไม่ได้"
จะช่วยเมื่อไหร่
  • เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร, หงุดหงิด, เบื่อ, ไม่สบาย
  • หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
  • เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
  • มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
  • แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
  • เรียงลำดับตามขั้นตอน
การเข้าส้วม
                                          1. เข้าไปในห้องน้ำ                    7. กดชักโครกหรือตักน้ำราด
                                          2. ดึงกางเกงลงมา                     8. ดึงกางเกงขึ้น
                                          3. ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม               9. ล้างมือ
                                          4. ปัสสาวะหรืออุจจาระ              10. เช็ดมือ
                                          5. ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น          11. เดินออกจากห้องส้วม
                                          6. ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า
การวางแผนทีละขั้น
  • แยกกิจกรรมเป็นขั้นย่อยๆให้มากที่สุด
สรุป
  • ครูต้องพยายามให้เด็กทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
  • ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นขั้นๆ
  • ความสำเร็จขั้นเล็กๆนำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล
  • ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง
  • เด็กพึ่งตนเองได้ รู้สึกเป็นอิสระ


กิจกรรม ระบายสีวงกลม




บรรยากาศในห้องเรียน




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 9
วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2558
เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.

กิจกรรม
       
          อาจารย์พูดเกี่ยวกับการสอบบรรจุข้าราชการครู โดยอาจารย์แนะนำนักศึกษาให้เตรียมตัว อ่านหนังสือ เพื่อใครสนใจอยากสอบบรรจุข้าราชการ ให้ดูตัวอย่างจากรุ่นพี่เพื่อให้มีแรงบรรดาลใจ

เนื้อหา
          การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
ทักษะภาษา

การวัดความสามารถทางภาษา

  • เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
  • ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
  • ถามหาสิ่งต่างๆไหม
  • บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
  • ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม
การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด
  • การพูดตกหล่น เช่น หนังสือ เป็น สือ, จาน เป็น จา เป็นต้น
  • การใช้เสียงหนึ่งหนึ่งแทนอีกเสียง เช่น กวาดบ้าน เป็น ฟาดบ้าน
  • ติดอ่าง
การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
  • ไม่สนใจการพูดชัดหรือการออกเสียงไม่ชัด
  • ห้ามบอกเด็กว่า "พูดช้าๆ" "ตามสบาย" "คิดก่อนพูด"
  • อย่าขัดจังหวะเวลาเด็กพูด
  • อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
  • ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
  • เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวกับการได้ยิน
ทักษะพื้นฐานทางภาษา
  • ทักษะการรับรู้ภาษา
  • การแสดงออกทางภาษา
  • การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด
ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
  • การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
  • ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
  • ให้เวลาเด็กได้พูด
  • คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
  • เป็นผู้ฟังที่ดีและโต้ตอบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
  • เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังอย่างเดียว
  • ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
  • กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
  • เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
  • ใช้ความถามปลายเปิด
  • เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
  • ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
กิจกรรมบำบัดเด็กออทิสติก









ภาพบรรยากาศในห้องเรียน






วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 8
วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2558
เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.


กิจกรรมก่อนเข้าสู่บทเรียน
วาดภาพเหมือน


เนื้อหา

การสอนเด็กพิเศษและเด็กปกติ
ทักษะของครูและทัศนคติ

การฝึกเพิ่มเติม
  • อบรมระยะสั้น , สัมมนา
  • สื่อต่างๆ
การเข้าใจภาวะปกติ
  • เด็กคล้ายคลึงกันมากกว่าแตกต่างกัน
  • ครูต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กปกติและเด็กพิเศษ
  • รู้จักเด็กแต่ละคน
  • มองเด็กให้เป็น "เด็ก"
การคัดแยกเด็กที่มีพัฒนาการช้า
  • การเข้าใจพัฒนาการของเด็ก จะช่วยให้ครูสามารถมองเห็นความแตกต่างของเด็กแต่ละคนได้ง่าย
ความพร้อมของเด็ก
  • วุฒิภาวะ (ไม่ค่อยแตกต่างกัน ยกเว้นจะต่างระดับชั้น)
  • แรงจูงใจ
  • โอกาส (เด็กพิเศษมีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กปกติ)
การสอนโดยบังเอิญ
  • ให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่ม
  • เด็กเข้าหาครูมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสในการสอนมากขึ้นเท่านั้น
  • ครูต้องพร้อมที่จะพบเด็ก
  • ครูต้องมีความสนใจเด็ก
  • ครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก
  • ครูต้องมีอุปกรณ์และกิจกรรมล่อใจเด็ก
  • ครูต้องมีความตั้งใจจริงในการช่วยให้เด็กแต่ละคนได้เรียนรู้
  • ครูต้องใช้เวลาในการติดต่อไม่นาน
  • ครูต้องทำให้เป็นเรืองสนุกสนาน
อุปกรณ์
  • มีลักษณะง่ายๆ มีวิธีการเล่นที่ตายตัว
  • ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ของเล่นที่แบ่งแยกเพศเด็ก
  • เด็กพิเศษได้เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบเด็กปกติ
  • เด็กปกติเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือเด็กพิเศษ
ตารางประจำวัน
  • เด็กพิเศษไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ทำอยู่เป็นประจำ
  • กิจกรรมต้องเรียงลำดับเป็นขั้นตอนและทำนายได้
  • เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจ
  • การสลับกิจกรรมที่อยู่เงียบๆกับกิจกรรมที่เคลื่อนไหวมากๆ
  • คำนึงถึงความพอเหมาะของเวลา
ทัศนคติของครู
      ความยืดหยุ่น
  • การแก้แผนการสอนให้เหมาะกับสถานการณ์
  • ยอมรับขอบเขตความสามารถของเด็ก
  • ครูต้องตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน
การสหวิทยาการ
  • ใจกว้างต่อคำแนะนำของบุคคลในอาชีพอื่นๆ
  • สร้างสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกิจกรรมในห้องเรียน
การเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้
     เด็กทุกคนสอนได้
  • เด็กเรียนไม่ได้เพราะไร้ความสามารถ
  • เด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาส
     เทคนิคการให้แรงเสริม
     แรงเสริมจากสังคมจากผู้ใหญ่
  • ความสนใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นสำคัญมาก
  • มีแนวโน้มจะเพิ่พฤติกรรมที่ดีของเด็ก
  • หากผู้ใหญ่ไม่สนใจพฤติกรรมที่ดีนั้นๆ ก็จะลดและหายไป
     วิธีการแสดงออกถึงแรงเสริมจากผู้ใหญ่
  • ตอบสนองด้วยวาจา
  • การยืนหรือนั่งใกล้เด็ก
  • พยักหน้ารับ ยิ้ม ฟัง
  • สัมผัสทางกาย
  • ให้ความช่วยเหลือ , ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
     หลักการให้แรงเสริมในเด็กปฐมวัย
  • ครูต้องให้แรงเสริมทันทีที่เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
  • ครูต้องละเว้นความสนใจทันทีและทุกครั้งที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
  • ครูควรให้ความสนใจเด็กนานเท่าที่เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
     การแนะนำหรือบอกบท
  • ย่อยงาน
  • ลำดับความยากง่ายของงาน
  • การเรียงลำดับงานเป็นการเสริมแรงเพื่อให้เด็กค่อยๆก้าวไปสู่ความสำเร็จ
  • การบอกบทจะค่อยๆน้อยลงตามลำดับ
     ขั้นตอนการให้แรงเสริม
  • สังเกตและกำหนดจุดมุ่งหมาย
  • วิเคราะห์งาน กำหนดจุดประสงค์ย่อยๆในงานแต่ละขั้น
  • สอนจากง่ายไปยาก
  • ให้แรงเสริมทันทีเมื่อเด็กทำได้ หรือเมื่อเด็กพยายามอย่างเหมาะสม
  • ลดการบอกบท เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะก้าวไปขั้นต่อไป
  • ให้แรงเสริมเฉพาะพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่สุด
  • ทีละขั้นไม่เร่งรัด "ยิ่งขั้นเล็กเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น"
  • ไม่ดุหรือตี
     การกำหนดเวลา
  • จำนวนและความถี่ของแรเสริมที่ให้กับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กต้องมีความเหมาะสม
     ความต่อเนื่อง
  • พฤติกรรมทุกๆอย่างในชีวิตประจำวันต่อเนื่องกันระหว่างพฤติกรรมย่อยๆหลายๆอย่างรวมกัน เช่น การเข้าห้องน้ำ การนอนพักผ่อน การหยิบและเก็บของ การกลับบ้าน
  • สอนแบบก้าวไปข้างหน้า หรือย้อนมาจากข้างหลัง เช่น
          เด็กตับซุป
  • การจับช้อน
  • การตัก
  • การระวังไม่ให้น้ำในช้อนหกก่อนจะเข้าปาก
  • การเอาช้อนและวุปเข้าปากแทนที่จะทำให้หกรดคาง
  • การเอาซุปออกจากช้อนเข้าสู่ปาก
     การลดหรือหยุดแรงเสริม
  • ครูจะงดแรงเสริมกับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
  • ทำอย่างอื่นและไม่สนใจเด็ก
  • เอาอุปกรณ์หรือของเล่นออกไปจากเด็ก
  • เอาเด็กออกจากการเล่น
*ความคงเส้นคงวา*




บรรยากาศในห้องเรียน



  







บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 7
วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมพาพันธ์ พ.ศ.2558
เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.


สอบกลางภาค




วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 6
วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.


กิจกรรม

การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กกพิเศษ
ทักษะทางสังคม
           เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพ่อแม่ สภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข

กิจกรรมการเล่น
           การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทกษะทางสังคม เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ ช่วงแรๆ เด็กพิเศษจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน แต่จะมองเป็นสิ่งสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง

ยุทธศาสตร์การสอน
           เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีการเล่น ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง ครูสังเกตแล้วจดบันทึก ทำแผน IEP

การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
          วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง ควรคำนึงถึงเด็กทุกคน ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน "ครู" ให้เด็กพิเศษ

ครูปฏิบัติอย่างไรเวลาเด็กเล่น
           อยู่ใกล้ๆแล้วเฝ้ามองอย่างสนใจ ยิ้มและพยักหน้าให้เวลาเด็กหันมามองครู ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม

การให้แรงเสริมทางสังคในบริบทที่เด็กเล่น
           ครูพูดชักชวนให้เด็กเล่นร่วมกับเพื่อน ทำโดย "การพูดนำของครู"

ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
           ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ ให้โอกาสเด็ก เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง



กิจกรรม ลากเส้นตามเสียงดนดรี






บรรยากาศในการเรียน







 ฝึกร้องเพลง






บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 5
วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.


กิจกรรม

Happy Brith Day.อาจารย์เบียร์ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงนะค่ะ 












บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 4
วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เวลาเรียน 13.10 - 16.40 น.


กิจกรรม

บทบาทครูปฐมัยในห้องเรียนรวม
1. ครูไม่ควรวินิจฉัย
    การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง (จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้)
2. ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
    -เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
    -ชื่อเปรีบบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
    -เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
3. ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างที่ผิดปกติ
    -พ่อแม่ของเด็กพิเศษมักทราบว่าลูกของเขามีปัญหา
    -พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้
    -ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
    -ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
    -ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา

ครูทำอะไรบ้าง
-ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤตกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
-ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินหรือวินิจฉัย
-สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
-จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

สังเกตอย่างมีระบบ
-ไม่มีใครสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
-ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า
-ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา

การตรวจสอบ
-จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
-เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
-บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
-ครูต้องไวต่อความรู้สึกและการตัดสินใจล่วงหน้าได้
-ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญเรื่องต่างๆได้
-พฤติกรรมบางอยางของเด็กไม่ได้ปรากฎให้เห็นเสมอไป

การบันทึกการสังเกต
-การนับอย่างง่ายๆ
-การบันทึกต่อเนื่อง
-การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
การนับอย่างง่ายๆ คือนับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง กี่ครั้งในแต่ละวัน ของระยะในการเกิดพฤติกรรม
การบันทึกต่อเนื่อง คือให้รายละเอียดได้มาก เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง คือ บันทึกลงบัตรเล็กๆ เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง

การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
-ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่อง มากกว่าชนิดของความบกพร่อง
-พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ

การตัดสินใจ
-ครูควรตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
-พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่        





กิจกรรมวาดภาพเหมือน บอกถึงความรู้สึกเวลามองดอกลินลี่


  




ฝึกร้องเพลง




บรรยากาศในห้องเรียน